โครงการก่อสร้างสถานีดับเพลิงเฉลิมพระเกียรติคืบ 17% คาดแล้วเสร็จปลายเดือน มิ.ย. 62

(13 มี.ค. 62) นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารสถานีดับเพลิงเฉลิมพระเกียรติ ณ สถานที่ก่อสร้างฯ บริเวณหน้าสวนหลวง ร.9 ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซอย 39 โดยมี นายสมศักดิ์ ชาติสุขศิริเดช ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ต.ท.สมเกียรติ นนทแก้ว ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายธนะสิทธิ์ เมธ พันธ์เมือง ผู้อำนวยการเขตประเวศ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่

โครงการก่อสร้างอาคารสถานีดับเพลิงเฉลิมพระเกียรติ เริ่มสัญญาวันที่ 28 ธันวาคม 2561 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 ระยะเวลาก่อสร้าง 200 วัน ทั้งนี้เป็นการก่อสร้างอาคาร ค.ศ.ล. ขนาด 3 ชั้น อยู่บนที่ดินขนาด 2 งาน ลักษณะอาคารประกอบด้วย ชั้นล่าง ใช้เป็นพื้นที่จอดรถดับเพลิง และสำนักงาน ชั้นสองใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน และชั้นสาม ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนและห้องพักของเจ้าหน้าที่ ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้า 17% อยู่ในแผนงานที่วางไว้ คาดการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในวันที่ 20 มิ.ย. 62 ก่อนกำหนดที่วางไว้ 26 วัน

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครมีนโยบายในการก่อสร้างสถานีดับเพลิงเพิ่มเติมในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้สามารถให้บริการและดูแลประชาชนได้ครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่ ซึ่งมีโครงการก่อสร้างสถานีดับเพลิงเร่งด่วนจำนวน 5 สถานี ได้แก่ สถานีดับเพลิงย่อยดอนเมือง สถานีดับเพลิงพหลโยธิน สถานีดับเพลิงเฉลิมพระเกียรติ สถานีดับเพลิงร่มเกล้า และสถานีดับเพลิงราษฎร์บูรณะ นอกจากนี้มีการก่อสร้างสถานีดับเพลิงในพื้นที่อื่นๆ ที่มีความเหมาะสมและมีความจำเป็นเพิ่มเติมควบคู่กับการก่อสร้างสถานีดับเพลิงทั้ง 5 สถานีด้วย โดยคาดว่าภายในปีนี้จะก่อสร้างสถานีดับเพลิงแล้วเสร็จจำนวน 3 สถานี ได้แก่ สถานีดับเพลิงเฉลิมพระเกียรติ และสถานีดับเพลิงย่อยดอนเมือง แล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2562 และสถานีดับเพลิงพหลโยธิน แล้วเสร็จเดือนตุลาคม 2562

ทั้งนี้กรุงเทพมหานครมีแนวทางในการปรับโครงสร้างของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยใหม่ โดยจะมีการปรับสถานีดับเพลิงย่อยทุกแห่งให้เป็นสถานีดับเพลิงหลักเพื่อความสะดวกในการบริหารงาน เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นการเกลี่ยอัตรากำลังพลจากสถานีดับเพลิงหลักมาปฏิบัติหน้าที่ที่สถานีดับเพลิงย่อย ส่งผลให้การบริหารงานอาจทำได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นเมื่อมีการปรับโครงสร้างแล้วก็จะทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของแต่ละสถานีดับเพลิงได้ ซึ่งในการปรับโครงสร้างนั้นจะไม่มีการเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ข้าราชการแต่จะเป็นการดึงอาสาสมัครในชุมชนเข้ามาปฏิบัติงานสนับสนุนเจ้าหน้าที่แบบเต็มเวลาและมีค่าใช้จ่ายให้กับอาสาสมัคร ซึ่งการให้อาสาสมัครในพื้นที่เข้ามาร่วมปฏิบัติงานจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเนื่องจากอาสาสมัครที่อยู่ในพื้นที่จะมีความรักในพื้นที่ของตน

โครงการก่อสร้างสถานีดับเพลิงเฉลิมพระเกียรติคืบ 17% คาดแล้วเสร็จปลายเดือน มิ.ย. 62