ผู้ประกอบการมั่นใจแนวทางปฏิรูปนมโรงเรียน ขอบคุณรัฐบาลร่วมขับเคลื่อนการแก้ปัญหา

วันนี้ 26 เม.ย. – กลุ่มผู้ประกอบการมั่นใจแนวทางปฏิรูปนมโรงเรียนใหม่ โปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมปฏิบัติเพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเกษตรกรจำหน่ายน้ำนมโคมากขึ้น

นายสุรชาติ คหินทพงษ์ ประธานกลุ่มความร่วมมือภาคสหกรณ์ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา (ACPU) ซึ่งสมัครเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนประจำปีการศึกษา 2562 รวม 19 ราย กล่าวว่า มั่นใจแนวทางปฏิรูปการบริหารจัดการ ซึ่งนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนขึ้นมารับผิดชอบ โดยแยกออกจากคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) อีกทั้งคณะกรรมการอาหารนมฯ รวมทั้งคณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 4 ชุดไม่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งผู้แทนกลุ่มเกษตรกร ผู้แทนกลุ่มผู้ประกอบการอยู่ในคณะกรรมการ เนื่องจากที่ผ่านมาตัวแทนแต่ละกลุ่มพยายามกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เอื้อต่อกลุ่มของตนเอง ทำให้เกิดความขัดแย้ง ฟ้องร้องกันว่าการจัดสรรสิทธิจำหน่ายไม่โปร่งใส

สำหรับแนวทางปฎิรูปโครงการนมโรงเรียนที่ ครม.เห็นชอบกำหนดให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนระดับกลุ่มพื้นที่ 5 กลุ่ม มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานจะทำให้การควบคุมคุณภาพนมโรงเรียนได้อย่างใกล้ชิดเนื่องจากใช้น้ำนมดิบของพื้นที่นั้น ๆ ตรวจสอบคุณภาพตั้งแต่ก่อนเข้าโรงงาน รวมทั้งเมื่อเข้าโรงงานแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรส์และนมยูเอชทีสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน อีกทั้งการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายยังพิจารณากลุ่มพื้นที่ก่อนเพื่อให้กระบวนการขนส่งใช้เวลาน้อยที่สุด ลดความเสียหายจากขนส่งได้มาก นมใหม่สดถึงมือนักเรียนอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีคณะอนุกรรมการรณรงค์บริโภคนมเพื่อเพิ่มอัตราการดื่มนมจาก 18 ลิตรต่อคนต่อปี เป็น 25 ลิตรต่อคนต่อปี ภายในปี 2564 รวมทั้งกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีแผนการตลาดรองรับน้ำนมดิบที่เพิ่มขึ้นและรับผิดชอบปริมาณน้ำนมดิบตลอด 365 วัน ซึ่งจะส่งผลดีให้เกษตรกรจำหน่ายน้ำนมมากขึ้น เช่น แผนการบริหารจัดการน้ำนมโคในช่วงปิดภาคเรียนของกลุ่ม ACPU โดยผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมยูเอชที 110 ล้านกล่อง

ทั้งนี้ สมาชิกกลุ่ม ACPU มีเกษตรผู้เลี้ยงโคนม 6,500 ครัวเรือน มีโคนมทั้งหมด 120,000 ตัว มีปริมาณน้ำนมโคของสมาชิกกลุ่ม ACPU จำนวน 972 ตัน/วัน และรับซื้อจากศูนย์อื่นอีก 160 ตัน/วัน รวม 1,132 ตัน/วัน คิดเป็นร้อยละ 35 ของปริมาณน้ำนมโคทั้งประเทศ มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมยูเอสทีกำลังการผลิต 930 ตัน/วัน และพาสเจอร์ไรส์ มีกำลังการผลิต 1,085 ตัน/วัน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดคณะกรรมการอาหารนมฯ จะรวบรวมฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ (Big Data) มั่นใจว่าจะทำให้ปัญหาการแจ้งปริมาณรับซื้อน้ำนมดิบที่สูงกว่าปริมาณน้ำนมดิบที่ผลิตได้เพื่อขอรับการจัดสรรสิทธิให้มากขึ้นนั้นหมดไป

อย่างไรก็ตามคณะกรรมการนมเพื่อเด็กและเยาวชน ได้มีการประกาศหลักเกณฑ์ไว้เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2562 ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบการศูนย์รวบรวมน้ำนมโคและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติและห้ามปฏิบัติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยทางกลุ่ม ACPU มั่นใจว่า สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นให้โครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ไม่มีการทุจริตและเด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพครบถ้วน เกษตรกรสามารถขายน้ำนมโคได้ตามแผนการปฏิบัติงานการบูรณาการ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ผู้ประกอบการมั่นใจแนวทางปฏิรูปนมโรงเรียน ขอบคุณรัฐบาลร่วมขับเคลื่อนการแก้ปัญหา